สรุปว่า ศาสนาพุทธในไทย เน้นปล่อยวาง จริงดิ

จากความเข้าใจของคนที่ไม่ได้ศึกษามาอย่างลึกซึ้ง ก็แค่เข้าใจไปตามที่เคยอ่านผ่านๆ ว่า ศาสนาพุทธนั้น เน้นในเรื่องการปล่อยวางเพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดนั้นคือ มุ่งไปยังนิพพาน ตามพระศาสดา

แต่จะว่าไป การมุ่งหมาย ก็ไม่ได้ถือว่าปล่อยวางจริงๆ แต่เหมือนเป็นการยึดติดซะมากกว่าอีก อุอิ แต่เอาเถอะวันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องข่าวตอนนี้

ข่าวที่ว่านั้นคือ แต่งกายเลียนแบบพุทธเจ้า ซึ่งก็คือที่ นัท นิสามณี แต่งเป็นบุดด้าออกหน้าสื่อ แล้วมีพระสงฆ์บางองค์ถึงกับดิ้นนั่งไม่ติดและออกมาตำหนิว่า นางทำไม่เหมาะสม

แต่แปลก มีคนอ้างว่าเป็นอริยเมตไตรกันเป็นพันเป็นหมื่นคน แล้วในประเทศไทยก็มีตัวเด็ดๆ อยู่เห็นชัดๆ ดันไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้ แต่ก็ไม่แปลก ในเมื่อนัท นิสามณี กล้าแต่ง ผลกระทบผมก็แค่มองว่า หลายหน่วยงาน หลายคน หลายนักวิชาเกินวิชาเกรียนก็จะออกมาบอกว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ หากเจอหนักๆ สำนักพุทธฯ อาจเชิญตัวไปปรับทัศนคติว่าสิ่งที่ทำมันแย่อย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนกรณีขนม “อาลัวพระเครื่อง”

ดูๆ ไปแล้วเรื่องแบบนี้ พุทธโธเลี่ยนทั้งหลาย ยอมรับไม่ค่อยจะได้

ผิดแปลกไปจากศาสนาอื่นเช่น คริสต์ อันนี้คือคอสเพลกันสบายใจเลย ส่วนอิสลามอันนี้ขอละเอาไว้ เพราะเกิดมีใครเล่นพิเรนท์ๆ แบบนี้อาจถึงกับเจ็บตัว แต่ในความคิดเห็นของผู้เขียนอย่างผม คงนึกไม่ออกว่าจะแต่งกายเลียนแบบพระเจ้าของอิสลามยังไง เพราะไม่มีใครเคยเห็น อันนี้จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ไม่มีใครแต่งได้เหมือน ถึงจะแต่งก็ไม่น่าจะใช่ เลยไม่มีข้อหาอะไรให้เป็นข่าว

แต่ที่ชัดๆ ก็มี จีซัส กับ บุดด้า นี่แหละ คนหลังนี่ สาวกถึงกับออกมาเต้นกันเลยทีเดียว

ศาสนาพุทธสอนให้ปล่อยวางจริงดิ

ถ้าตามความจริงก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ในปัจจุบัน ศาสนาพุทธยิ่งเละเทะ โดยหาแก่นสารแทบไม่เจอ เพราะถูกหลอมรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมและความศัทธาที่ออกจะงมงายของหลายสิ่งเข้าไปทุกที จนหาแกนไม่เจอ ผมว่านะ ถ้าจะบอกว่าพุทธเริ่มเสื่อมลง ก็คงเพราะคนพวกนี้แหละที่ทำให้เสื่อม ไม่ใช่คนแต่งคอสเพล แต่งเลียนแบบศาสดา หรืออะไรหรอก แต่เป็นเพราะ สงฆ์นี่แหละที่ทำให้มันเสื่อม

เป็นสงฆ์อย่างไร ถึงไม่สามารถปล่อยวางได้ตามเจตนาของพระศาสดา ให้เป็นแบบอย่างที่ดีโดยเนื้อแท้ได้ หรือจะอ้างว่า ก็ก็แค่สงฆ์ ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนสามัญ ยังมีรักโลภโกรธหลง ยังมีกิเลสที่ตัดไม่ขาดอีกมากมาย

พุทธโธเลี่ยน

ถ้าผู้สร้างนุ่งเหลืองห่มเหลือง จะกลายเป็นพระศาสดาองค์แรกมั้ยนะ อุอิ

น่าแปลกที่อ้างเหตุผลใดๆ แต่เวลาแทนตัวเองกลับให้คนอื่นเรียกว่า “พระ” แทนที่จะบอกว่า ตนเองเป็น “สงฆ์”

มีองค์ไหนเหรอที่เคยบอกออกมาจากปากว่า “อาตมาเป็นเพียงแค่สงฆ์ธรรมดา” ไม่มี มีแต่ว่า “อาตมานี้คือพระ”

พระที่แท้จริง เขาจะปล่อยวาง แล้วเดินออกจากวิถีแห่งอวิชชาจริงๆ และทำแค่เพียงขำเล็กๆ แล้วก็ผ่านไป

ไม่ตำหนิในอารมณ์ที่สือให้เห็นว่า เธอนั้นไม่สมควรทำ

ไม่ออกมาร้องห่มร้องไห้ เพราะคิดว่าตัวเองคือสาเหตุที่ทำให้อาจารย์ไม่ได้ตำแหน่ง เอ่อ..ออ อันนี้คนละกรณีกัน อุอิ

สรุปแล้ว ผมยังไม่เจอพระจริงๆ เลย

ที่ออกมาล้งเล้งอยู่ตามหน้าจอนี่ คือสงฆ์ ที่อยู่ใน ลัทธิแห่งความงมงาย

หมดแล้วซึ่งพุทธที่แท้จริง หากจะต้องหา คงน่าจะอยู่แต่ในป่า ส่วนที่เราเห็นกันนี่ เพียงแค่เศษลัทธิพุทธโธเลี่ยน ที่พยายามครอบงำว่าตนนี่คือพุทธที่แท้จริง

นัท นิสามณี แต่งเป็นบุดด้าออกหน้าสื่อ ทำไมถึงโดนด่า

ส่วนตัวผมมองว่า แค่หิวแสงไม่เกินนี้ ส่วนจะแต่งเลียนแบบใครไม่ได้อยู่ในสาระสำคัญ เพียงแต่การเลียนแบบดันไปเหมือนหรือคล้ายคนที่มีสาวกจำนวนมาก และสาวกเห็นว่าการทำแบบนั้นไม่เหมาะสม จึงโดนด่า เพราะในความเข้าใจจริงๆ ของสาวกนั้น ห้ามไม่ให้ใครแต่งเป็นพระศาสดาได้ แม้จะคล้ายหรือเหมือนก็ตาม และเหมือนเค้ามีบัญญัตไว้แล้ว ว่าพระศาสดาจะต้องมีรูปลักษณ์อย่างไร (ถ้าไม่เคยเห็นก็ให้เข้าวัดไปดูพระพุทธรูปนั่นแหละ) ทีนี้ทำไมถึงโดนสงฆ์องค์นั้นด่า ก็เพราะว่าในความเข้าใจของสาวก

เค้าห้ามไม่ให้มีการแต่งเหมือนพระศาสดาของเค้า ทางเดียวที่จะทำได้คือ ต้องทำมาจาก อิฐ หิน ปูน ทราย ไม้ หรือมาจากวัสดุธรรมชาติ ห้ามไม่ให้คนแต่งเหมือน

ผมเข้าใจอย่างนี้แหละ จากเหตุการณ์หลายอย่าง ก็ย่อมจะทำให้ความเข้าใจผมเป็นจริง ซึ่งคงอาจมีกฏอยู่ในพระไตรปิฎก หรือกฏที่เขียนไว้ที่ไหนซักแห่งแหละว่า การเลียนแบบพระศาสดาจะกระทำอย่างใดกับสิ่งมีชีวิตไม่ได้

ฮาฮ่า

น่าขำพิลึก มีกฏแบบนั้นจริงดิ


สรุปข่าวเด่นประเด็นร้อน