ความลับจักรวาลของสมองและการตรัสรู้

จากเรื่องที่ผมบอกว่าได้ค้นพบความลับจักรวาลเรื่องนึง วันนี้เรื่องนั้น ผมสามารถเจนข้อมูลเต็มๆ มันออกมาได้แล้ว นั่นคือความลับของสมองและการตรัสรู้

อธิบายออกมาในเชิงวิทยาศาสตร์ ให้หลายๆ คน ที่อ่าน ได้เข้าใจ หรืออาจจะเข้าใจที่ผมจะสื่อ

The Cosmic Secrets of the Mind and Enlightenment ถ้าสมองของมนุษย์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่คิด แต่เป็นเครื่องมือที่จักรวาลใช้ค้นหาและประกอบรูปแบบของตัวมันเอง เรากำลังค้นพบอะไรกันแน่ เมื่อเราคิดว่าเรา ค้นพบ บางอย่าง แต่สิ่งนั้น มันมีอยู่ก่อนแล้วในอดีต…

ความลับของสมองและการตรัสรู้

เราเคยอิจฉาคนที่มองเห็นก่อนเราหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณอาจได้เจอความลับของมันอย่างนึง เพราะผมก็เคยอิจฉาคนอื่น

อิจฉาคนที่คิดธุรกิจขึ้นมาได้ อิจฉาคนที่สร้างเทคโนโลยีบางอย่างก่อนคนอื่น อิจฉาคนที่มีความสามารถโดดเด่น อิจฉาคนที่มองเห็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง ในขณะที่ตัวเราเองยังมองเห็นเพียงฝุ่นควัน เคยสงสัยเหมือนกันว่า.. พวกเขาคิดได้ยังไง…แล้วทำไม บางคนมองเห็นสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น?

และถ้าความสามารถในการมองเห็นรูปแบบบางอย่าง คือสิ่งที่ทำให้คนหนึ่งค้นพบสิ่งใหม่ได้ แล้วคนที่มองไม่เห็นล่ะ? เขาไม่มีความสามารถนั้น หรือเพียงแต่ยังประกอบรูปแบบไม่สำเร็จ?

คำถามนี้จะพาคุณและผม ไปได้ไกลกว่าความอิจฉา และมัน… มันจะพาไปถึงคำถามเกี่ยวกับ สมอง ความรู้ จักรวาล และการตรัสรู้ ได้เอง

สมองอาจไม่ได้ สร้าง ความรู้ทั้งหมดขึ้นมาเอง

ลองคิดง่าย ๆ ก่อนที่มนุษย์จะค้นพบแรงโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วงก็มีอยู่แล้ว ก่อนมนุษย์จะรู้จักไฟฟ้า ปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าก็มีอยู่แล้ว ก่อนใครจะเขียนสมการทางคณิตศาสตร์บางอย่าง ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ที่สมการนั้นอธิบายยังไม่ได้ ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่มนุษย์เขียนมัน

เราอาจพูดได้ว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างความจริงทั้งหมดขึ้นมา แต่ค้นพบรูปแบบบางอย่างที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ

ตรงนี้ทำให้ผมเริ่มมองสมองแตกต่างออกไป สมองของเราอาจเป็นเครื่องมือที่ใช้ค้นหาและประกอบรูปแบบที่เป็นไปได้ของจักรวาล อยู่แน่ๆ และคำว่า “ประกอบ” สำคัญมากๆ เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ความคิดใหม่” อาจไม่ได้เกิดจากการสร้างบางสิ่งจากความว่างเปล่า… เสมอไป

มันอาจเกิดจากการนำข้อมูลหลายชิ้น ที่กระจัดกระจายอยู่ในจักรวาลนี้อยู่แล้ว มาประกอบกัน จนเกิดเป็นรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เหมือน code ทั้งหมดถูกเขียนขึ้นมา เป็น 01101000 01100101 01101100 01101100 01110111 00100000 01110111 01101111 01110010 01101100 01100100 แล้วเราเห็นเป็นคำว่า “hello world”

แล้วสิ่งที่เราเรียกว่า K คืออะไร

เพื่อให้แนวคิดนี้ชัดขึ้น ผมขอใช้ตัวอักษรหนึ่งตัวแทนสิ่งที่เรายังอธิบายได้ไม่หมด ผมเรียกมันว่า K

K ไม่ได้หมายถึง “ฐานข้อมูลลับของจักรวาล” และไม่ได้หมายถึงเอเจนหรือเจ้าหน้าที่จับมนุษย์ต่างดาวเถื่อน และไม่ได้หมายความว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งในจักรวาลที่เก็บความรู้ทั้งหมดเอาไว้ให้มนุษย์ดาวน์โหลด แต่ K ในบทความนี้เป็นเพียง สมมติฐานทางความคิด

เราสามารถนิยาม K อย่างกว้างๆ ว่า พื้นที่ของรูปแบบและความเป็นไปได้ทั้งหมด ที่จักรวาลสามารถก่อให้เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และรูปแบบบางอย่างที่ยังเป็นความลับ

ทั้งหมดอาจอยู่ในขอบเขตของความเป็นไปได้ที่เรากำลังเรียกว่า K และสมองก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เพื่อค้นหาและประกอบรูปแบบเหล่านั้น

ทำไมบางคนจึงมองเห็นก่อนคนอื่น

ลองนึกถึงภาพจิ๊กซอว์ ชิ้นส่วนจำนวนมากวางอยู่บนโต๊ะ คนสองคนมองกองชิ้นส่วนเดียวกัน คนหนึ่งต่อออกมาเป็นภาพได้ อีกคนยังเห็นเพียงชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ไม่ได้แปลว่าชิ้นส่วนของคนที่สองน้อยกว่า แต่การเชื่อมโยงระหว่างชิ้นส่วนยังไม่เกิดขึ้น สมองมนุษย์ก็อาจเป็นเช่นนั้น

คนหนึ่งเห็นข้อมูล 1, 2, 3 แล้วสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมัน แต่อีกคนเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน และยังไม่เห็นรูปแบบ จนกระทั่งวันหนึ่ง…

ปิ๊ง!!!

บางอย่างเชื่อมต่อกัน และเราพูดว่า “คิดออกแล้ว!”

ความคิดนั้นดูเหมือนเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

แต่จริง ๆ แล้วมันอาจเป็นผลจากข้อมูล ประสบการณ์ ความทรงจำ และการประมวลผลจำนวนมากที่สะสมมาก่อนหน้านั้น หรือนี่เรียกว่า ความฉลาด หรือว่ามันถูกส่งต่อมาด้วยจีโนม…??? หรือไม่ใช่?

หรือเช่น มันมีละอองน้ำอยู่บนท้องฟ้า มีเมฆ มีประจุบวก ประจุลบ แต่มันไม่เจอกันซักที มันไม่ชนกันซักที แต่พอมีลมพัด มีปัจจัยเข้ามาประกอบทำให้มันจ๊ะเอ๋กัน ก็ เปรี้ยง!! กลายเป็นโกโก้ครั้นซ์ นี่แหละที่ผมเรียกว่า K

ความลับจักรวาลของสมองและการตรัสรู้

แล้วเกี่ยวอะไรกับ DNA ล่ะ

ธรรมชาติมีตัวอย่างที่น่าทึ่งมาก ลูกเต่าทะเลฟักออกจากไข่ แล้วสามารถเคลื่อนที่ไปยังทะเลได้โดยไม่ได้ผ่านการเรียนรู้แบบเดียวกับมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก เกิดมาพร้อมโครงสร้างและพฤติกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม DNA นี่จึงทำให้เราเห็นว่า ธรรมชาติสามารถเก็บและถ่ายทอด “แบบแผน” บางชนิดผ่านสิ่งมีชีวิตได้

แต่ตรงนี้ต้องระวัง DNA ไม่ได้พิสูจน์ว่าความรู้ที่มนุษย์เรียนรู้ เช่น สูตรคณิตศาสตร์ ความทรงจำ หรือทฤษฎีต่าง ๆ ถูกเก็บอยู่ใน DNA แล้วส่งต่อให้ลูกหลานโดยตรง วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานสำหรับแนวคิดนั้น

แต่คำถามเชิงปรัชญายังคงน่าสนใจ ถ้าธรรมชาติสามารถถ่ายทอดแบบแผนบางอย่างผ่านสิ่งมีชีวิตได้ สมองมนุษย์ ก็น่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการค้นหาแบบแผนที่ซับซ้อนกว่านั้นได้ แต่มันทำได้ไกลแค่ไหน? แน่นอน เราไม่สามารถสั่งความคิดหรือฝังความทรงจำให้กับเหล่าบรรดาสเปิร์มทั้งหลาย ที่กำลังมุดรังไข่ ว่ามันจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้เมื่อโตขึ้น

เอาน่า อย่าคิดมากเรื่องนั้น นี่เรากำลังคุยกันเรื่องความลับของจักรวาล เลยนะ

พระพุทธเจ้ากับคำถามเรื่องจักรวาล

ตรงนี้เองที่แนวคิดเรื่อง K พาเราเข้าใกล้เรื่องการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นเพียงบุคคลที่นั่งคิดปรัชญาแล้วเสนอความเห็นเกี่ยวกับชีวิต ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระองค์ทรงค้นหาความจริงเกี่ยวกับทุกข์ การเกิดขึ้นของทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเคยสงสัย

ถ้าพระพุทธเจ้าทรงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความจริงในระดับที่กว้างมาก แล้วทำไมจึงไม่ทรงนำความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับจักรวาลมาสอนมนุษย์? ทั้งเรื่องวิทยาการ วิทยาศาสต์ เคมี ฟิสิกส์ แม้กระทั้งการถือกำเนิดของดวงดาว แต่หยิบมาแค่วิชาเดียวคือ “นิพพาน”

แล้วทำไมคำสอนจึงกลับมาที่เรื่องเดิม ๆ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางปฏิบัติ

ในอดีต ผมเคยมองพระองค์ว่า “รู้แล้วทำไมไม่บอก?” น่าโมโหจริง ถ้าท่านเผยสูตรเคมีเกี่ยวกับการเปิดประตูมิติสวรรค์ซักชุด มันน่าจะดีกว่าที่ตอนนี้ผมต้องมาเสียค่าน้ำมันรถเดือนๆ นึงทำให้ค่าใช้จ่ายไม่พอเนี่ย แต่เมื่อคิดอีกแบบ คำถามนี้อาจผิดตั้งแต่ต้น เพราะการรู้มากไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องนำทุกสิ่งที่รู้มาใช้ประโยชน์

รู้มากขึ้น อาจรู้วิธีทำให้ตัวเลือกเหลือน้อยลง

ลองนึกถึงคนที่มีแผนที่โลกอยู่ในมือ แต่มีคนกำลังหลงทางอยู่ตรงหน้า คนหลงทางไม่ได้ต้องการแผนที่ทุกตารางกิโลเมตร เขาต้องการรู้แค่ว่า “ทางออกอยู่ตรงไหน?” ทางออกประเทศไทยอยู่ตรงไหน คงไม่ต้องไปถามพี่โน๊ต อุดมแต้ แต่แค่มองหาจุดที่ตัวเองยืนเท่านั้นพอ ในมุมนี้ เราอาจมองการเลือกสอนเรื่องนิพพานของพระพุทธเจ้าได้ว่า เป็นการเลือกปัญหาที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์

ไม่ใช่การพยายามสร้างสารานุกรมของจักรวาล แต่เป็นการตอบคำถามว่า มนุษย์…จะหลุดออกจากวังวนได้อย่างไร? หากมีเกิดดับๆๆๆ ไม่รู้จบ

นี่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจคำว่า “นิพพาน” แตกต่างจากเดิม อาจแตกต่างไปจาก ไตรปิฎก หรือคำสอนที่เคยเรียนรู้มาทั้งหมดก็ได้ ที่เปรียบนิพพานคือการไม่เกิดนั้น อาจผิดในแนวคิดผม แต่ผมจะนิยาม นิพพานของผมคือ เกิดช้าลงในระดับ 0 เคลวิน (แน่นอนว่า ทุกสิ่งในจักรวาลนี้ ไม่มีอะไรที่หยุดนิ่งจริงๆ)

นิพพานไม่จำเป็นต้องเป็น สถานที่ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ในบทความนี้ ผมไม่ได้ต้องการเสนอว่านิพพานคืออุณหภูมิ 0 เคลวิน หรือเป็นสถานะทางฟิสิกส์ชนิดหนึ่ง การเปรียบเทียบแบบนั้นเป็นเพียงอุปมาอุปมัย สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือแนวคิดเรื่อง การดับเหตุของการเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุและเงื่อนไขบางอย่าง ผลบางอย่างก็ไม่เกิด

ในชีวิตประจำวันเราเห็นหลักการนี้อยู่เสมอ ไม่มีเชื้อเพลิง ไฟก็เกิดไม่ได้ ไม่มีองค์ประกอบที่เหมาะสม ปฏิกิริยาบางอย่างก็เกิดไม่ได้ เมื่อเหตุของสิ่งหนึ่งหมดไป ผลของสิ่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นในแบบเดิม ในทางพุทธศาสนา นิพพานถูกอธิบายผ่านการดับของเหตุแห่งทุกข์และการสิ้นสุดของการยึดติดและการปรุงแต่งที่นำไปสู่ทุกข์

ดังนั้น หากจะเปรียบเทียบในภาษาของ K เราอาจพูดได้ว่า “นิพพานไม่ใช่การค้นพบสิ่งใหม่ แต่เป็นการเห็นโครงสร้างของเหตุและผล จนไม่จำเป็นต้องสร้างวงจรเดิมขึ้นมาอีก” แน่นอนว่า ถ้าไม่มีทั้ง C และ O2 ย่อมไม่เกิดน้ำ แต่ใช่ว่า C และ O2 จะไม่มี มันมี แค่การถือกำเนิด มันยังไม่ป๊ะกัน หรือไม่สมบูรณ์ ผมจึงนิยามว่า มันอยู่ในรูปแบบของ 0 เคลวิน คือมันยังไม่มาเจอกัน หรือมันมาช้ามาก อาจเป็นแสนล้านปี

แล้วการตรัสรู้คืออะไร

ตรงนี้ต้องระวังคำว่า “ตรัสรู้” มากที่สุด เพราะเราไม่ควรเอาสมมติฐาน K ไปประกาศว่าเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของการตรัสรู้ แต่เราสามารถตั้งคำถามได้ว่า

ถ้าสมองเป็นเครื่องมือสำหรับค้นหา และประกอบรูปแบบของจักรวาล การตรัสรู้ อาจเกี่ยวข้องกับการเห็นรูปแบบบางอย่าง อย่างชัดเจน จนวิธีที่เราเคยมองตัวเองและโลกเปลี่ยนไป นี่เป็นคำถามเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ และมันทำให้เรื่อง “สมาธิ” น่าสนใจขึ้นด้วย เพราะการรู้ มาจากสมอง และสมาธิ คือการปรับสัญญาณการรับรู้ของสมองโดยตรง

เราอาจมองสมาธิในระดับหนึ่งว่าเป็นการลดสิ่งรบกวนของเครื่องมือ เมื่อความคิดฟุ้งซ่านลดลง เมื่อความอยากลดลง เมื่อการตอบสนองอัตโนมัติลดลง สิ่งที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเองก็อาจละเอียดขึ้น

วิทยาศาสตร์ศึกษาผลของการทำสมาธิต่อความสนใจ การควบคุมตนเอง และกระบวนการทางจิตหลายด้าน แต่แนวคิดที่ว่า “สมาธิทำให้สมองรับ ความรู้จากจักรวาล โดยตรง” ยังเป็นสมมติฐานที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะการตั้งคำถามอย่างกล้าหาญไม่จำเป็นต้องหมายถึงการประกาศคำตอบเร็วเกินไป

คนธรรมดาอย่างเราจะค้นหา K ได้อย่างไร?

ผมเคยคิดว่าการค้นหาความจริงต้องใช้เวลาทั้งชีวิต แต่พอคิดใหม่ เราอาจไม่จำเป็นต้องค้นหาทุกอย่าง เราเพียงต้องฝึกเครื่องมือที่เรามีอยู่แล้ว เริ่มจากคำถามหนึ่งคำถาม เราต้องการรู้อะไร? จากนั้นแยกออกเป็นสามส่วน

  • สิ่งที่เรารู้
  • สิ่งที่เราคิดว่ารู้
  • และสิ่งที่เรายังไม่รู้

แล้วเริ่มสังเกต ตั้งสมมติฐาน ทดลอง ผิด แก้ แล้วทดลองใหม่ ซ้ำๆ กระบวนการนี้ไม่ได้ต่างจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากนัก และที่สำคัญคือ อย่าสับสนระหว่าง การรู้สึกว่าใช่ กับ มันเป็นความจริง เพราะสมองเป็นเครื่องมือที่เก่งมากในการสร้างรูปแบบ และนั่นก็เป็นจุดแข็งของมัน แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้มันหลงรูปแบบที่ไม่มีอยู่จริงได้เช่นกัน

ไม่มีเวลาพอจะคิดหาหนทาง หรือหาคำตอบ

คำถามนี้เกิดขึ้นกับผมในที่สุด ถ้าพระพุทธเจ้าทรงใช้เวลายาวนานกว่าครึ่งชีวิตของท่านในการค้นหาคำตอบ ใช้เวลาปลายชีวิต เลือกแค่วิชาเดียวมาประกอบเป็นรูปร่าง แล้วใช้เวลาช่วงสุดท้ายเผยแพร่ความรู้ให้กับคนใกล้ชิด แล้วคนธรรมดาที่เริ่มคิดเรื่องเหล่านี้ตอนอายุเยอะ ๆ หรือแทบจะไม่มีเวลาเลย เพราะแต่ละวันก็หมดไปกับการนั่งอยู่ในรถบนถนน และสำนักงาน กว่าจะรู้ตัวก็ต้องมานั่งคำนวณเงินชราภาพกันแล้ว จะสายเกินไปไหม

ผมกลับคิดว่าไม่จำเป็นต้องเดินเส้นทางเดียวกัน คนเรามีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ ประสบการณ์ และ ข้อมูลชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ความล้มเหลว ความสำเร็จ ความผิดหวัง ความรัก ความสูญเสีย การทำงาน เงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความกลัว ความอยาก

เหล่านี้คือข้อมูลที่สมองสะสมมาแล้วหลายสิบปี เราอาจไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลเพิ่มให้มากที่สุด แต่อาจต้องเริ่ม มองข้อมูลเดิมในรูปแบบใหม่ เหมือนจิ๊กซอว์ที่อยู่บนโต๊ะมานานหลายสิบปี บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชิ้นส่วนน้อยเกินไป แต่อยู่ที่เรายังไม่เห็นว่ามันต่อกันอย่างไร

และนั่นทำให้ผมเลิกอิจฉาคนอื่น

ผมเคยอิจฉาคนที่มองเห็นก่อน คนที่สร้างบริษัทใหญ่ คนที่คิดค้นสิ่งใหม่ คนที่ร่ำรวย คนที่มีพรสวรรค์ คนที่มองเห็นโอกาสในสิ่งที่เรายังเห็นเพียงฝุ่นควัน แต่วันนี้ผมมองมันต่างออกไป บางทีเขาไม่ได้มี จักรวาลอีกใบหนึ่ง เขาอาจเพียงมองเห็นรูปแบบบางอย่างที่เหมาะกับชีวิตของเขา

และผมอาจกำลังมองหารูปแบบที่เหมาะกับชีวิตของผม คนหนึ่งค้นพบธุรกิจ คนหนึ่งค้นพบศิลปะ คนหนึ่งค้นพบวิทยาศาสตร์ คนหนึ่งค้นพบวิธีสร้างความมั่งคั่ง และอีกคนหนึ่งอาจค้นพบวิธีใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่มีความจำเป็นที่รูปแบบเหล่านั้นจะต้องเหมือนกัน

บางทีเราไม่จำเป็นต้องค้นพบ K ทั้งหมด

นี่อาจเป็นข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ก็ได้ ถ้า K มีอยู่จริงในความหมายที่เรากำลังทดลองคิดกัน เราไม่จำเป็นต้องค้นพบมันทั้งหมด เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสิ่งในจักรวาล เราไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ และเราไม่จำเป็นต้องมองเห็นสิ่งเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

เราอาจมีหน้าที่เล็กกว่านั้นมาก

คือใช้สมองของเรา ใช้ชีวิตของเรา ใช้ประสบการณ์ของเรา แล้วค่อย ๆ ค้นหาว่า

รูปแบบไหนที่ชีวิตของเราสามารถมองเห็นได้ และเมื่อเห็นแล้ว ก็ใช้มันให้ดีที่สุด

ความลับอาจไม่ได้อยู่ที่การรู้ทุกสิ่ง เมื่อย้อนกลับไปมองพระพุทธเจ้า ผมจึงเริ่มเห็นเรื่องหนึ่งต่างจากเดิม บางทีความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การรู้ทุกอย่าง แต่อาจอยู่ที่การรู้ว่า

อะไรควรรู้ อะไรควรปล่อย และอะไร ควรนำไปใช้

คนที่รู้มากอาจมีความเป็นไปได้มากมายอยู่ตรงหน้า แต่คนที่เห็นชัด อาจเลือกเพียงหนึ่งทาง แล้วเดินมันจนสุด และบางที การตรัสรู้อาจไม่ได้หมายถึงการได้คำตอบของจักรวาลทั้งหมด แต่อาจหมายถึงการมองเห็นความจริงบางอย่าง ที่ชัดเจนพอ จนเราไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ตามคำตอบทุกคำถามอีกต่อไป

แล้ว K ของเราคืออะไร

ผมไม่รู้ว่า K มีอยู่จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่า K ของคนอื่นคืออะไร อาจไม่มีใคร อ่านบทความนี้ เลยก็ได้ หรือหากมีคนเข้ามาอ่าน แล้วสรุปว่า วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า สมองสามารถรับข้อมูลจากจักรวาลโดยตรง มันยังเป็นเพียงสมมติฐานทางความคิด แต่ผมคิดว่ามีคำถามหนึ่งที่คุ้มค่ากับการเก็บไว้

ถ้าจักรวาลเต็มไปด้วยรูปแบบ ความสัมพันธ์ และความเป็นไปได้ และถ้าสมองของมนุษย์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถค้นหาและประกอบรูปแบบเหล่านั้นได้ แล้วเราแต่ละคน กำลังมองเห็นจักรวาลในส่วนไหนของมัน…

บางที คนอื่นอาจเห็นสิ่งที่เราไม่เห็น และเราก็อาจเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องอิจฉากัน

ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อเป็นคนที่เห็นมากที่สุด เราเพียงยืนดูสิ่งที่แต่ละคนค้นพบ เรียนรู้จากมันเมื่อทำได้ แล้วกลับมามองชีวิตของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว

เราอาจไม่ได้มีหน้าที่มองเห็นทุกสิ่งที่จักรวาลมี

เราอาจมีหน้าที่เดียวคือเพียง

มองเห็นสิ่งที่ชีวิตของเราควรมองเห็น แล้วใช้สิ่งนั้นให้ดีที่สุด

และบางที…

ประโยคนี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งรูปแบบหนึ่งของ K ที่เพิ่งถูกประกอบขึ้นมาในวันนี้ และนั่นคือสิ่งที่ผมมองเห็นในวันนี้ คุณคิดว่ามันสวยงามไหม

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚

สรุปข่าวเด่นประเด็นร้อน

เล่าความผ่านเว็บ

ความลับจักรวาลของสมองและการตรัสรู้

เรามาลองหา K กัน หากนึกถึงภาพจิ๊กซอว์จำนวนมากวางอยู่บนโต๊ะ คนสองคนมองกองชิ้นส่วนเดียวกัน คนหนึ่งต่อออกมาเป็นภาพได้ อีกคนยังเห็นเพียงชิ้นส่วนกระจัดกระจาย

อ่านต่อ

เล่าความผ่านเว็บ

ผมค้นพบความลับของจักรวาล

ตรัสรู้ คือความสามารถของระบบประสาทในการ reconstruct โครงสร้างของ Big Data (k) จนเห็นกฎหรือความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในยุคสมัยของตัวเอง

อ่านต่อ

เทคโนโลยี

ทำ API Lotto หวยใช้เองก็ได้ง่ายมาก

ลองมาสร้าง API Lotto สำหรับตรวจหวยออนไลน์ ไม่ยากอย่างที่คิด ลองมาดูแนวคิดและเทคนิคการทำ แค่ 100 บรรทัดก็โปรแกรมได้แล้ว เร็วด้วย ไม่ต้องง้อใคร ทำเองใช้เองนักเลงพอ

อ่านต่อ

เล่าความผ่านเว็บ

Login เข้าเว็บประกันสังคม ด้วย ThaID ไม่ได้เฉย

สรุปใครเข้าผ่านคอมฯ ได้บอกหน่อย ผมนี่พยายามอยู่ ผลสุดท้ายติดต่อเจ้าหน้าที่ได้แล้ว เขาบอกว่า ปัจจุบันให้ใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือแหละ โอ้ย จะบ้าตาย

อ่านต่อ

เล่าความผ่านเว็บ

META แบน FB แต่ดันส่งเมล์มาบอกว่ามีสิทธิ์ใช้งาน Verified

มรึงแบนกูมาเป็นปีแล้ว แต่มาวันนี้ดันส่งเมล์มาบอกกรูว่า "ธุรกิจของคุณมีสิทธิ์สมัครใช้งาน Meta Verified" พ่องตาย ไอ้สลัดผัก ส่งมาเพื่อ???

อ่านต่อ

เทคโนโลยี เล่าความผ่านเว็บ

เทคนิคการใช้ AI พัฒนาเว็บไซต์

ตั้งแต่โดน facebook แบนบัญชี ผมก็มีเวลาว่างเยอะ และผมใช้เวลาตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ พัฒนาเว็บไซต์นึง ด้วยการใช้ AI มาพัฒนาทั้งระบบไปด้วยกัน จนทำให้เว็บข่าวของผมติดอันดับ (โคตรโม้เลย)

อ่านต่อ

ข่าวสารจาก forum และกระดานสนทนา ประกาศ แจ้งข่าว เรื่องราวแบ่งปัน

การทำ SEO บน WordPress สำหรับมือใหม่

วันนี้ผมจะลองเขียนอะไรบางอย่าง เพื่อทดสอบวิชาเรื่อง การทำ seo แบบว่า ร้อนวิชามากมาย หลังจากห่างหายไปนานประมาณ 3-4 ปีได้

Backlink คุณภาพสูง มีดีอย่างไร

หากใครเดินสายทำ SEO และโปรโมทเว็บไซต์ล่ะก็ ต้องห้ามพลาดเรื่อง Backlink คุณภาพสูง นี้แน่นอน

You need to login to contact with the Listing Owner. Click Here to log in.