<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ข่าวสาร ความรู้ ไอเดียเขียนบทความทำเว็บบล็อก - Recent Topics				            </title>
            <link>https://www.vwander.com/forum</link>
            <description>ข่าวสาร ข่าวเด่น เพื่อเป็นไอเดียสำหรับใช้ในการเขียนบทความลงบล็อก ข่าวกระแส เทรนด์โลก ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ใช้เขียนบทความได้</description>
            <language>en-US</language>
            <lastBuildDate>Tue, 26 May 2026 20:16:48 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนร.ก่อนเปิดเทอม รัฐช่วย 500 บาท ไม่พอจ่าย</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/163</link>
                        <pubDate>Tue, 12 May 2026 04:52:07 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนร.ก่อนเปิดเทอม ชี้รัฐช่วย500ไม่พอ คนบ้านกรวดโอดขาดรายได้ ผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามชายแดน 
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่จ.บุรีรัมย์ บรรยากาศตามร้านจำหน่ายชุดนักเรียนแต่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 14pt"><strong>ผู้ปกครองแห่ซื้อชุดนร.ก่อนเปิดเทอม ชี้รัฐช่วย500ไม่พอ คนบ้านกรวดโอดขาดรายได้ ผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามชายแดน</strong> </span></p>
<p>เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่จ.บุรีรัมย์ บรรยากาศตามร้านจำหน่ายชุดนักเรียนแต่ละพื้นที่คึกคักเป็นพิเศษในช่วงก่อนเปิดเทอมนี้ ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่เลือกซื้อชุดนักเรียนที่ลดราคาเพื่อลดค่าใช้จ่าย แม้มีเงินสนับสนุนจากรัฐบาลหัวละ 500 บาทก็ตาม เนื่องจากต้องซื้อชุดพิเศษอีกหลายรายการ</p>
<p>น.ส.<strong>เย็นจิต แก้วกันหา </strong>อายุ 43 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 12 บ้านสายโท 11 ใต้ ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ผู้ปกครอง กล่าวว่า ตอนนี้นอกจากจะต้องซื้อชุดนักเรียนปกติแล้ว โรงเรียนยังต้องซื้อเพิ่มชุดเนตรนารี ,ชุดยุวกาชาด รวมถึงชุดบำเพ็ญประโยชน์ นักเรียนคนไหนชอบสายไหนก็จะต้องซื้อใส่ ซึ่งเพิ่มภาระแน่นอน แต่ก็เป็นการสื่อสารให้เด็กรู้หน้าที่ของชุดนั้นๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งเพราะเด็กอยู่ในสังคม</p>
<p><img class="aligncenter wp-image-5714365 size-large" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/05/student3-1024x728.jpg" alt="" /></p>
<p>ขณะที่ นาง<strong>ชุจิตตา ภูสีฤทธิ์ </strong>อายุ 40 ปี ชาว ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า รัฐบาลช่วยค่าชุดนักเรียนหัวละ 500 บาทนั้นไม่เพียงพอ ยอมรับว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่ โดยเฉพาะพวกตนอาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ช่วงที่ผ่านมาต้องอพยพถึง 2 ครั้ง นอกจากขาดรายได้แล้ว ยังต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในตอนนั้นด้วย จริงแล้วอยากให้รัฐบาลอุดหนุนให้มากกว่านี้</p>
<p>ด้าน น.ส.<strong>เพชรลดา เอี่ยมดี</strong> อายุ 21 ปี พนักงานร้านขายชุดนักเรียนในเขตเทศบาล ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า แม้เปิดเทอมปีนี้จะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินจากการทำงานต่างจังหวัดของผู้ปกครอง ส่วนคนในพื้นที่ชายแดนไม่มีเงินอยู่แล้ว เพราะไม่ได้ออกไปทำงานในช่วงเกิดการปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา</p>
<p><img class="aligncenter wp-image-5714367 size-large" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/05/student-1024x565.jpg" alt="" /></p>
<p><img class="aligncenter wp-image-5714368 size-large" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/05/student4-1024x618.jpg" alt="" /></p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวใหม่ ๆ ของที่นี่ ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/163</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เงินเฟ้อไตรมาสแรกพุ่งเกือบ 3% พิษน้ำมันแพง</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/162</link>
                        <pubDate>Wed, 06 May 2026 05:48:06 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[อาหารจานด่วนแห่ขึ้นราคา-น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อ เม.ย.ดีด 2.89% สูงสุด 38 เดือน
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรวมถึงยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ข่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<h2>อาหารจานด่วนแห่ขึ้นราคา-น้ำมันแพง ดันเงินเฟ้อ เม.ย.ดีด 2.89% สูงสุด 38 เดือน</h2>
<p>เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรวมถึงยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ข่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยเดือนเมษายน 2569 เท่ากับ 103.03 เทียบกับเดือนเมษายน 2568 สูงขึ้น 2.89% และสูงขึ้น 2.75 % จากเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 38 เดือน</p>
<p>ปัจจัยจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ จึงส่งผลกระทบให้ค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้น ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบประกอบกับอื่นๆ ของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดสูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัด</p>
<p>ทั้งนี้ สินค้า 464 รายการในการคำนวณเงินเฟ้อ พบว่าเดือนเมษายน 251 รายการ ราคาเพิ่มขึ้น 42 รายการราคาคงเดิม และก็ 171 รายการราคาลดลง เมื่องแยกเป็นหมวด พบว่า หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารหมายรวมไปถึงเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.14 % จากราคากลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน บวกกับสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด ส่วนหมวดอาหารรวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.98%</p>
<p>ที่สำคัญมาจากราคาอาหารสำเร็จรูป ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างอาหารจานเดียว 7 รายการยอดนิยม เท่ากับ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดผัดกะเพรา จำนวน 1396 รายการ พบว่าราคาเริ่มสูงขึ้น 136 รายการหรือ9.74% ซึ่งอัตราราคาที่สูงขึ้น ตั้งแต่ 10-25% โดยเมนูที่มีราคา 30-40 บาทจะปรับมากสุดเทียบกับราคาเมนูเกิน 40-50 บาท ขณะที่ราคาผักสด ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ไก่สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟ น้ำดื่มบริสุทธิ์ )และปลาหมายรวมไปถึงสัตว์น้ำสูงขึ้น นอกจากนี้ อาหารโทรสั่ง (Delivery) สูงขึ้นหลังสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมีมากขึ้น</p>
<p>สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดหมายรวมไปถึงพลังงานออก) สูงขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ที่สูงขึ้น 0.57% บวกกับสูงขึ้น 0.41 จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉลี่ย 4 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป สูงขึ้น 0.32 % แล้วก็ เงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 0.64%</p>
<p>นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนพฤษภาคม 2569 คาดยังเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ต้นเหตุสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่</p>
<p>1. ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงยืดเยื้อ</p>
<p>2. ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่าย หลังจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายด้าน</p>
<p>3. ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรประกอบกับเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์แล้วก็ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>4.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง รวมไปถึงค่าโดยสารเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศประกอบไปด้วยระหว่างประเทศ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แล้วก็</p>
<p>5. แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบประกอบไปด้วยค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น สำหรับต้นเหตุกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่</p>
<p>1.ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการไทยช่วยไทย</p>
<p>2. ค่ากระแสไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 แม้จะมีการปรับเพิ่มค่า Ft รอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569</p>
<p>นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2569 จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก อัตราค่าไฟฟ้าจะไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ประกอบไปด้วย 3. ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ รวมถึงมาตรการคนละครึ่งพลัสก็มีผลต่อเงินเฟ้อด้วย</p>
<p>“เศรษฐกิจไทยยังไม่เกิดภาวะ Stagflation แต่เป็นเศรษฐกิจขยายตัวต่ำประกอบไปด้วยเงินเฟ้อสูงขึ้น ต้นเหตุจาก Supply Shock ต้นทุนการผลิตสูงอย่างกะทันหัน จากราคาน้ำมันหมายรวมไปถึงพลังงานแพง</p>
<p>ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 % หรือ ค่ากลาง 2% บนสมมุติฐานจีดีพีขยายตัว 1.5-2.5 % น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ค่าเงินบาท 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันร่วมด้วยอาหารปรับสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่เงินเฟ้อทั้งปีจะขึ้นไปถึง 2.50-3.50 % “ นายนันทพงษ์ กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ บนคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 2% แยกเป็น ไตรมาสแรกลบ 0.54 % ไตรมาสสองบวก 3.07% (เม.ย.บวก 2.89% พ.ค. 3.06% มิ.ย. 3.27% ) ไตรมาสสามบวก 3.63% (ก.ค. 3.49 % ส.ค. 3.58% ก.ย. 3.78 %) ไตรมาส 4 บวก 3.84 %( ต.ค. 4.05% พ.ย. 3.85% ธ.ค. 3.60% )</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ จากที่นี่ ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/162</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>พอคนแห่ซื้อรถ EV ค่าไฟก็จ่อขึ้น แพงสุดหน่วยละเกือบ 5 บาท</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/161</link>
                        <pubDate>Wed, 25 Mar 2026 07:51:57 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[พิษทรัมเป็ดล่ออิหร่าน ทำน้ำมันแพง พอโลกจะเข้าสู่พลังงานทางเลือก แห่ไปออกรถ EV เพราะน้ำมันหายาก ค่าไฟแมร่งก็จ่อขึ้นอีก เริ่ม พค.69 นี้ รวยไม่รู้เรื่องแล้วโว้ย...ยยย เยสแหม่ม
1 พ.ค. 69 ค่าไฟจ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>พิษทรัมเป็ดล่ออิหร่าน ทำน้ำมันแพง พอโลกจะเข้าสู่พลังงานทางเลือก แห่ไปออกรถ EV เพราะน้ำมันหายาก ค่าไฟแมร่งก็จ่อขึ้นอีก เริ่ม พค.69 นี้ รวยไม่รู้เรื่องแล้วโว้ย...ยยย เยสแหม่ม</p>
<h2>1 พ.ค. 69 ค่าไฟจ่อขึ้น กกพ.ชง 3 ทางเลือก แพงสุด 4.59 บาท</h2>
<p>ดร.พุลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (สํานักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยว่า ในการประชม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 (ครั้งที่ 1000) มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที่) สําหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสําหรับงวด พ.ค. – ส.ค.69 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ดังนี้</p>
<p>กรณีที่ 1: ผลการคํานวณตามสูตรการปรับค่า E (จ่ายคืนภาระต้นทนคงค้าง กฟผ.ทั้งหมด) ค่า F. ขายปลีกเท่ากับ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคํานวณตามสูตรการปรับค่า F, ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จํานวน 29,66 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อ ชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึนจริงของ กฟผ. จ๋านวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย he โดย กฟผ. จะได้รับเงินทีรับภาระต้นทนค่าเชือเพลิงรวมไปถึงค่าซือไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 นำไปชำระเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนส่สภาวะปกติโดยเร็ว ส่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คํานวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมลค่าเพิ่ม ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าหั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจบัน ทั้งนี้ ในการประมาณการยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่า AFcs สําหรับเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 (งวดที่ 3 เป็นเงินจํานวน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3.66 สตางค์ต่อหน่วย</p>
<p>กรณีที่ 2: กรณีต้นทนFAC ประจํางวด(ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จํานวน 29.66 สตางค์ต่อ หน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทน AF คงค้างสะสมจํานวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.08 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ฯ ทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน</p>
<p>กรณีที่ 3: กรณีต้นทุน FAC ประจํางวด ร่วมกับกกพ.พิจารณานําเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนแนวโน้มต้นทุน เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จํานวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ จะรับภาระต้นทน AF คงค้างสะสมจํานวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานําเงินเรียกคีนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจํานวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก เมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉสี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผ้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจูบัน</p>
<p>โดยกกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นทางเว็ปไซต์กกพ. วันที่ 25-31 มีนาคม 2569 จากนั้นจะสรุปร่วมกับประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป</p>
<p>“แม้ต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกร่วมกับราคา LNG จะปรับตัวสูงขีนจาก วสู สถานการณ์พลังงานโลก ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นสาเหตุกดดันต่อค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป แต่ กกพ. ยังมีเครื่องมือหมายรวมไปถึงกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งการพิจารณาใช้เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) หมายรวมไปถึงการทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ กกพ. สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท แตท. จํากัด (มหาชน) ควบคู่ไปกับความมันคงของระบบพลังงานในภาพรวมได้” ดร.พูลพัฒน์กล่าว</p>
<p>ดร.พูลพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยชําระคืนภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงจากต้นทุนคงค้าง (AF) ให้แก่ กฟผ. และก็ ปตท. อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2568 กกพ. ได้มีมติให้นําเงินเรียกคืนส่วนเกินรายได้ของการไฟฟ้า มาช่วยลดค่าไฟฟ้าจํานวน 2,640 ล้านบาท รวมทั้งเห็นชอบให้ทยอยคืนค่า AFgas รวม 6 งวด โดยเริ่มคืนงวดที สองในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2568 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ยอดคงค้างของค่า AF ลดลงเหลือ 35,928 ล้านบาท บวกกับต้นทนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจลดลงเหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งแม้จะลดลงมาก แต่ยังเป็นเหตุลบที่กดดันค่าเอฟทีต่อไปจนกว่าจะทยอยชําระภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้าง ทั้งหมดให้กับ กฟผ. รวมไปถึงบริษัท ปตท. จ๋ากัด (มหาชน) ที่เข้ามารับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟในงวดก่อนหน้านี้</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ จากที่นี่ ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/161</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังไม่พ้นอันตราย จีดีพีถดถอย 10 ปี</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/160</link>
                        <pubDate>Tue, 16 Dec 2025 02:03:17 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังไม่พ้นขีดอันตราย ทีดีอาร์ไอชี้จีดีพีโตถดถอยอีก 10 ปี
เศรษฐกิจไทยปี 2569 – จับสัญญาณเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ในมุมมองของ นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<h4><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังไม่พ้นขีดอันตราย ทีดีอาร์ไอชี้จีดีพีโตถดถอยอีก 10 ปี</strong></h4>
<p><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2569</strong> – จับสัญญาณเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ในมุมมองของ <strong>นณริฏ พิศลยบุตร</strong> นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะดีหรือไม่ ดูที่การเติบโตของจีดีพี โดยพื้นฐานตามศักยภาพแล้วเศรษฐกิจไทยควรโต 2.7% ต่อปี แต่ช่วงหลังโตไม่ถึง ซึ่งปี 2568 อาจโตเต็มที่ 2-2.2% ถือว่ายังต่ำ ปีหน้าอาจจะอันตรายกว่าเดิม เพราะอาจเหลือแค่ 1.7%</p>
<p>จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเติบโต แต่เป็นการโตแบบต่ำกว่าศักยภาพ ต้องยอมรับว่าปีหน้าเป็นปีที่รัฐบาลปัจจุบันอาจจะอยู่ไม่ครบทั้งปี เพราะมีการเลือกตั้งใหม่ การเดินหน้าเศรษฐกิจจึงมองได้เป็นสองส่วนหมายความ ช่วงที่รัฐบาลนี้ยังทำได้กับสิ่งที่จะต้องเตรียมตัวสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา</p>
<p>“รัฐบาลนี้มีเวลาแค่ 4 เดือน สิ่งที่ทำได้จะเป็นสิ่งที่เห็นผลเร่งด่วน แต่ไม่กระทบการทำงานรัฐบาลหน้าที่ต้องบริหารประเทศ 4 ปี จึงไม่ควรทำอะไรที่เป็นผลผูกพัน ทำให้รัฐบาลที่จะเข้ามาทำงานต้องสะดุด เช่น แผนการพัฒนาประเทศแบบใหญ่ๆ หรือมีอะไรที่ต้องอาศัยงบผูกพัน ซึ่งไม่ควรเร่ง ควรให้รัฐบาลใหม่ที่ประชาชนเลือกเป็นผู้คัดเลือกว่าประเทศจะเดินไปอย่างไร รวมถึงการใช้งบประมาณปี 2569 ที่คาบเกี่ยวเดือนตุลาคม-กันยายน 2569 หากว่ารัฐบาลปัจจุบันใช้เงินไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำนโยบายควิก<br />บิ๊กวิน ต้องระวังไม่ใช้เงินมากจนรัฐบาลหน้าไม่มีเงินใช้ ไม่ว่างบกลางที่ต้องใช้กรณีฉุกเฉิน เพราะไม่อย่างนั้นในช่วงไตรมาส2ประกอบไปด้วยไตรมาส 3 จะแห้งมาก เพราะจะไม่มีเงิน รัฐบาลขาดสภาพคล่องประกอบไปด้วยจะกระทบเศรษฐกิจ”</p>
<p>นณริฏ กล่าวว่า ด้วยเวลาที่รัฐบาลมีจำกัด คิดว่าหลายๆมาตรการ เช่น คนละครึ่งพลัส รวมถึงความพยายามช่วยแก้หนี้ต่างๆ การแก้หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว ส่วนที่เหลือต้องพยายามเข้าสู่โหมดเลือกตั้งให้เร็วที่สุด รวมทั้งพยายามเคลียร์ปัญหาการเมืองให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะให้รัฐบาลหน้าเข้ามาประกอบกับอยู่ได้อย่างยาวๆ ไม่เจออุบัติเหตุทางด้านการเมืองจนทำให้มีการออกนโยบายทางเศรษฐกิจไม่ได้</p>
<p>เมื่อถามว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์หรือไม่“นณริฏ”มองว่าการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์เป็นไอเดียที่ไปได้ ถ้าหากว่าโครงการมีการประเมินที่ดี มีผลตอบแทนร่วมกับสร้างรายได้สูง แต่ก็เป็นดาบสองคบ หากว่าลงทุนพลาดไม่เกิดขึ้นจริงจะกลายเป็นความสูญเปล่า เหมือนกับ”โฮปเวลล์” ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีโครงการใหญ่หลายโครงการ ฟังดูดีแต่ท้ายสุดมันไม่เกิดผล สิ่งสำคัญต้องพิจารณาให้ชัด ต้องเกิดจริง เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ไม่งั้นอย่าทำดีกว่า นอกจากนี้มองว่าไทยอาจจะพ้นยุคที่ต้องหาโครการใหญ่ๆแล้ว ต้องมองโครงการเล็กๆ ประกอบไปด้วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เกิดประโยชน์ เช่น ทำแหล่งน้ำขนาดเล็ก ช่วยได้ทั้งเกษตรแล้วก็ผันเงินสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว</p>
<p>ส่วน โครงการรถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูง แม้นว่ามองทางเศรษฐกิจ ต้องดูว่าสร้างรายได้ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ ถ้าหากว่าพูดถึงรถไฟฟ้าในกรุงเทพในปัจจุบันสร้างเต็มไปหมด ความเชื่อมโยงแม้นว่าเทียบกับสมัยก่อน เมื่อมีการสร้างรถไฟฟ้า ทำให้อสังหาฯบูมตามรถไฟฟ้าด้วย แต่ปัจจุบันมันเริ่มไม่ค่อยเกิดแล้ว แสดงว่าในแง่ประโยชน์การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมันจำกัดแล้ว แต่อาจจะมีคุณประโยชน์ทางอื่น เช่น มุมทางสังคม ช่วยลดต้นทุน ให้คนยากจนเข้าถึงโครงสร้างเข้ามาทำงานในเมืองได้ง่าย ถ้าเกิดรัฐบาลจะลงทุนก็ต้องเน้นไปในมุมนี้ แต่ถ้าวิเคราะห์ในมุมเศรษฐกิจคิดว่ารถไฟฟ้าประโยชน์เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆแล้ว ส่วนรถไฟความเร็วสูงตอนนี้มีแค่โครงการเดียวสร้างจากกรุงเทพ-นครราชสีมา แต่โครงการสร้างไปถึงหนองคายยังไม่มีงบ บวกกับจากผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยเกิดขึ้น</p>
<p>“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้ ถ้าเกิดว่ารัฐจะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลได้ น่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ โดยการทำให้ประชาชนเข้ามาในโลกธุรกิจที่สามารถขายของทางออนไลน์ได้มากขึ้น ไม่ต้องสร้างถนน รถไฟฟ้าแล้ว เพราะดิจิทัลไปถึงทุกคนแล้ว ด้วยการอัพสกิลรวมถึงรีสกิลผู้ประกอบการให้เก่งจนมาขายบนแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วได้”</p>
<p>นณริฏ กล่าวว่า ประเมินจีดีพีของไทย โอกาสจะกลับไปโตถึง 5% มีน้อยมากเนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีแต่แย่ลง เต็มที่เช่นนั้นแล้วคือโต 2.7% จากนั้นอีก 10 ปีข้างหน้ามีความเสี่ยงจะโตต่ำกว่า 2.7% รวมไปถึงจะต่ำไปเรื่อยๆหรือถดถอยลงเรื่อยๆ ไม่มีทางที่จะกลับมาสูงได้ แค่รักษา 2.7% ให้ได้ถือว่าเก่งแล้ว เรามีการศึกษาโดยมีข้อสรุปว่ามีโอกาสที่จะโตเกิน 5% แต่ต้องทำนโยบายอุตสาหกรรมทั้งสองขา เช่นนั้นแล้วคือ อุตสาหกรรมที่เป็นไฮเทคต้องให้การสนับสนุน มีซัพพลายเชนให้เกิดประโยชน์ อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามา จะทำยังไงให้มีประโยชน์มากที่สุด ถ้าหากว่าทำนโยบายดีๆ บวกกับมีประโยชน์มากๆ จะทำให้เศรษฐกิจไทยโต กับอีกขาที่ต้องทำหมายความภาคบริการ ต้องทำให้มีโอกาสบวกกับการแข่งขัน</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ ของเรา ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/160</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>รวมวิธีการใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/159</link>
                        <pubDate>Thu, 30 Oct 2025 02:52:07 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[บางคนสแกนแล้วแจ้งว่า อยู่นอกเหนือระยะ หรืออยู่นอกพื้นที่ แนะนำให้กดเปิดโลเคชั่นก่อน แล้วค่อยสแกนใหม่อีกครั้ง
รู้ไว้ก่อนใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ครั้งแรกห้ามเกินวันไหน ไม่งั้นถูกริบ ใช้ไม่ครบ ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p>บางคนสแกนแล้วแจ้งว่า อยู่นอกเหนือระยะ หรืออยู่นอกพื้นที่ แนะนำให้กดเปิดโลเคชั่นก่อน แล้วค่อยสแกนใหม่อีกครั้ง</p>
<p><strong>รู้ไว้ก่อนใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ครั้งแรกห้ามเกินวันไหน ไม่งั้นถูกริบ ใช้ไม่ครบ 200 เงินจะทบมั๊ย วันนี้เป็นแรกตั้งแต่เวลา 06.00 น.</strong></p>
<p>ถือเป็นการเริ่มใช้วันที่ 2 แล้ว สำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส ทั้งนี้ หลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอพพ์ <strong>“เป๋าตัง”</strong> บวกกับได้รับสิทธิ 2,000-2,400 บาทแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเริ่มใช้สิทธิเมื่อวัน (29 ต.ค.68) เป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มีหลายข้องสัยที่ประชาชนหลายคนอาจจะยังไม่รู้ โดยวันนี้ได้รวบรวมว่าไว้แล้ว ดังนี้</p>
<h4><strong>ต้องใช้สิทธิวันแรกไม่เกินวันไหน ไม่ใช้ถูกริบคืน!</strong></h4>
<p><strong>หากไม่ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 2568 กระทรวงการคลังก็จะริบสิทธิคืนแล้วนำมาเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสใหม่</strong></p>
<h4><strong>วงเงินสูงสุด 200 บาท ใช้ไม่หมดทบไปวันอื่นไหม?</strong></h4>
<p>สำหรับผู้ที่ไม่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 1-5 มาก่อน คงสงสัยว่า วงเงินสูงสุด 200 บาท ที่รัฐออกเงินให้ใช้ต่อวันนั้น หากต้องการใช้ให้หมด ผู้ใช้สิทธิจะต้องเติมเงินเองอีก 200 บาท เพื่อซื้อสินค้าในราคา 400 บาทต่อวันด้วยหรือไม่ <strong>คำตอบ คือ ใช่</strong></p>
<h4><strong>กรณีไม่ได้ใช้สิทธิเลย เงินจหายไปไหม?</strong></h4>
<p>หากเราซื้อของในราคาที่เกิน 400 บาท รัฐจะช่วยออกเงินให้ 200 บาทเท่าเดิม ส่วนที่เหลือผู้ใช้สิทธิต้องออกเอง แต่แม้กระนั้นซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่ถึง 200 บาท ในส่วนที่รัฐจ่ายให้ หรือวันนั้นไม่ได้ใช้สิทธิเลย เงินจะถูกหักไหม</p>
<p>คำตอบ คือ<strong> ถ้าเกิดว่าวันไหนใช้เงินไม่หมด หรือไม่ได้ใช้เลย เงินที่รัฐให้วันละ 200 บาท จะไม่ถูกตัดทิ้ง ยอดเงินยังคงเหลือตามการใช้จริง</strong></p>
<p>เนื่องจากเงิน 2,000-2,400 บาท ที่ได้มาเป็นที่สามารถใช้จ่ายได้ตลอดโครงการ ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-31 ธ.ค. 2568</p>
<h4><strong>ต้องกดเข้าป๊อปอัพ/แบนเนอร โครงการคนลุครึ่งพลัส ก่อนสแกนจ่าย</strong></h4>
<p>ทั้งนี้ หลังเริ่มใช้โครงการคนละครึ่ง ปรากฏว่ามีประชาชนลายคนสับสน สแกนจ่ายโดยไม่ได้กดเข้าที่ป๊อปอัพ โครงการคนละครึ่ง ส่งผลให้การสะแกนจ่ายครั้งนั้นต้องจ่ายราคาเต็ม ดังนั้น โปรดระวัง แนะนำให้กดเข้าที่ ป๊อปอัพ/แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งก่อน ค่อยกดที่แถบสแกนจ่าย</p>
<p>นอกจากนี้ มีบางร้านค้าที่ฉวยโอกาส ไม่เปิดเสียแจ้งเตือน แล้วก็อ้างว่าเงินยังไม่เข้า ให้ลูกค้าสแกนหลายครั้ง ส่งผลให้เสียทรัพย์มากกว่าจำนวนจริง</p>
<p><img class="size-full wp-image-5433236 aligncenter" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2025/10/1761633480600-1.jpg" alt="" width="1271" height="724" data-has-syndication-rights="1" data-portal-copyright="Matichon Public Co.,Ltd." /> <img class="size-full wp-image-5433237 aligncenter" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2025/10/1761633467399-1.jpg" alt="" width="1263" height="713" data-has-syndication-rights="1" data-portal-copyright="Matichon Public Co.,Ltd." /></p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวใหม่ ๆ จากทางเรา ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/159</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จับตา อเมกา-จีน สงบศึกทางการค้า หรือเปิดหน้าชน</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/158</link>
                        <pubDate>Thu, 30 Oct 2025 01:55:43 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[โลกจับตา! ทรัมป์-สี หารือวันนี้ สงบศึกการค้า หรือเปิดหน้าชนต่อ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะพบหารือกันในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ที่เกาหลีใต้ ซึ่งถือเป...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><strong>โลกจับตา! ทรัมป์-สี หารือวันนี้ สงบศึกการค้า หรือเปิดหน้าชนต่อ</strong></p>
<p><strong>ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์</strong> ของสหรัฐ กับ<strong> ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง </strong>ของจีน จะพบหารือกันในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ที่เกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสองชาติมหาอำนาจจะพบกันหลังจากทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ในต้นปีนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดในสงครามการค้าที่หลายฝ่ายหวังว่า จะได้รับการแก้ไขประกอบกับยุติลงในการหารือวันนี้</p>
<p>ทีมเจรจาฝ่ายสหรัฐส่งสัญญาณว่าพวกเขาต้องการกลับไปสู่การสงบศึกทางการค้าที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง แต่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ร่วมด้วยต้นเหตุฉุดรั้งทางเศรษฐกิจระยะยาวก็มีแนวโน้มจะดำรงอยู่ต่อไประหว่างสองมหาอำนาจคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก</p>
<p>ทรัมป์ได้แสดงความหวังหลายครั้งว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ เมื่อเขาพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค แต่สถานที่พบกันครั้งนี้กลับไม่ใช่เมืองคยองจู สถานที่จัดประชุมผู้นำเอเปคที่เกาหลีใต้ทุ่มเททรัพยากรเหลือล้นเพื่อให้โลกได้เห็นอดีตเมืองหลวงยาวนานกว่า 992 ปีของอาณาจักรโชซอน แต่เป็นเมืองปูซาน ที่เครื่องบินของเหล่าผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคจะนำเครื่องมาลงจอด</p>
<p>สื่อบางสำนักคาดการณ์ว่า การพบปะหยุดโลกของสองผู้นำชาติเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ร่วมกับ 2 ของโลกในครั้งนี้ อาจจะจัดขึ้นที่สนามบินนานาชาติกิมแฮในเมืองปูซาน ไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีสีเดินทางถึงเกาหลีใตเพื่อร่วมการประชุมเอเปค ประกอบไปด้วยก่อนที่ทรัมป์จะออกเดินทางจากเกาหลีใต้ โดยไม่ได้เข้าร่วมภารกิจการประชุมเอเปคใดๆ อย่างเป็นทางการ เว้นแต่การเข้าร่วมดินเนอร์กับผู้นำเอเปคเพียง 8 เขตเศรษฐกิจแค่นั้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี ด้วยการที่ทั้งสองประเทศพร้อมเล่นงานกันอย่างดุเดือดมากขึ้นในการแข่งขันทางเศรษฐกิจบวกกับภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเป็นดั่งสงครามเย็นยุคใหม่ คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่หมายความว่า ความสงบชั่วคราวทางการค้านี้จะคงอยู่ยืนยาวได้เพียงใด</p>
<p>สงครามการค้าปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนนี้ หลังจากที่ปักกิ่งได้ขยายข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่จีนครองตลาดโลกเกือบทั้งหมดอยู่<br />ทรัมป์ได้ตอบโต้โดยขู่ว่าจะเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% พร้อมกับมาตรการอื่นๆ เช่น การจำกัดการส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้ซอฟต์แวร์ของสหรัฐไปยังจีน ซึ่งอาจส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง</p>
<p>หลังจากการเจรจาอย่างเร่งด่วนของเจ้าหน้าที่การค้าระดับสูงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาคาดว่าปักกิ่งจะยอมเลื่อนการบังคับใช้ข้อจำกัดเกี่ยวกับแร่หายากออกไปอีกหนึ่งปี ร่วมกับจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลผลิตที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวอเมริกันอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของกรอบข้อตกลงสำคัญ ที่คาดว่าผู้นำทั้งสองฝ่ายว่าจะให้ความเห็นชอบ<br />ก่อนการประชุมสุดยอดเอเปค รอยเตอร์ได้เผยมีรายงานพิเศษในวันที่ 29 ตุลาคมว่า จีนได้ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน</p>
<p>ไรอัน แฮสส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันบรูคกิงส์ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่เต็มใจที่จะสละอำนาจควบคุมต่อสินค้าหรือเทคโนโลยีที่อีกฝ่ายพึ่งพาอยู่ จุดยืนเหล่านั้นจะยังคงอยู่ เหมือนปืนที่บรรจุกระสุนวางอยู่บนโต๊ะ ในขณะที่ผู้นำทั้งสองกำลังหาทางลดการพึ่งพาวัตถุดิมที่มีความสำคัญของแต่ละประเทศ<br />ทำเนียบขาวส่งสัญญาณว่า หวังให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของการพบกันอีกหลายครั้งระหว่างทรัมป์และสีในปีหน้า รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเยือนกันระหว่างผู้นำทั้งสอง ซึ่งบ่งชี้ว่ากระบวนการเจรจาที่ยืดเยื้อ แต่ทรัมป์ต้องการเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เนื่องจากการเจรจาครั้งนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากภาคธุรกิจทั่วโลก</p>
<p>ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาคาดว่าจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง หากจีนให้คำมั่นว่าจะควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดสังเคราะห์รุนแรงร่วมกับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในสหรัฐ</p>
<p>ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า เขาอาจลงนามในข้อตกลงสุดท้ายกับสีเกี่ยวกับแอป TikTok แอปพลิเคชันยอดนิยมที่เผชิญกับคำสั่งแบนในสหรัฐ เว้นแต่บริษัทแม่ชาวจีนจะขายกิจการในสหรัฐ</p>
<p>นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า ปักกิ่งยินดีที่จะทำงานร่วมกันกับสหรัฐเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงบวก</p>
<p>ข้อตกลงก่อนหน้านี้ ภาษีตอบโต้กันระหว่างสองประเทศลดลงอย่างมากเหลือประมาณ 55% สำหรับการนำเข้าไปยังสหรัฐ ร่วมด้วย 10% สำหรับสินค้าสหรัฐที่นำเข้าไปยังจีน รวมทั้งได้รื้อฟื้นการส่งออกแม่เหล็กแร่หายากจากจีน กลับสู่ตลาดโลก โดยข้อตกลงดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้</p>
<p>สก็อตต์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนจากศูนย์ยุทธศาสตร์ประกอบไปด้วยการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน คาดว่า ทั้งสองฝ่ายคงจะเลือกเตะถ่วงเวลาไปก่อนในตอนนี้ รวมถึงไม่ว่าจะได้ข้อตกลงในรูปแบบใด มันก็คงไม่ได้มีเนื้อเรื่องสาระสำคัญหรือเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืนนัก</p>
<p>เคนเนดีกล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สหรัฐกังวลมานานอย่างการเข้าถึงตลาดจีน ร่วมกับการผลิตเกินความต้องการของอุตสาหกรรมจีน ขณะที่สำหรับฝ่ายจีน แค่หลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านั้นได้ ก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว</p>
<p>การพบปะของทรัมป์รวมทั้งสีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเดินทางเยือนเอเชียเป็นเวลา 5 วันของทรัมป์ ซึ่งระหว่างนั้นเขาได้ลงนามในข้อตกลงกับญี่ปุ่นแล้วก็ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านแร่หายาก</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ จากที่นี่ ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/158</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผลวิจัยระดับโลกชี้ ความเหงา เป็นภัยเงียบยุคใหม่</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/157</link>
                        <pubDate>Thu, 16 Oct 2025 03:27:39 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ  
นีเวียเปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้ค...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: 14pt"><strong>เปิดผลวิจัยระดับโลกชี้ ‘ความเหงา’ ภัยเงียบยุคใหม่ ชวนคนไทยช่วยกันดูแลใจ  </strong></span></p>
<p>นีเวียเปิดเผยผลการศึกษา NIVEA CONNECT Compass 2025 ชี้ “ความเหงา” ภัยเงียบในโลกยุคใหม่ที่คืบคลานเข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยที่มีระดับความรู้สึกเหงาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสานต่อโครงการ NIVEA CONNECT: Together We Fight Social Isolation มุ่งสร้างความตระหนักรู้รวมถึงร่วมต่อสู้กับปัญหาความเหงาและความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม สะท้อนจุดยืนของนีเวียที่เป็นมากกว่าแบรนด์สกินแคร์ แต่หมายความพลังแห่งการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เข้าใจซึ่งกันประกอบไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริง</p>
<p>นีเวีย ได้เผยผลการวิจัย NIVEA CONNECT COMPASS เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการศึกษาระดับโลกว่าด้วยความเหงาประกอบกับการแยกตัวออกจากสังคม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป พบว่าความเหงาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน ประกอบไปด้วยกำลังกลายเป็นวิกฤติที่สร้างผลกระทบลึกซึ้งทั้งต่อสุขภาพจิตและก็สุขภาพกายมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (56%) ยอมรับว่ามีความรู้สึกเหงาอย่างน้อยเป็นบางครั้ง 57% ระบุว่ามีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองอยู่ลำพัง รวมทั้ง 54% เผชิญกับความรู้สึกว่าแยกจากผู้อื่น ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ระบุว่ารู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างน้อยเป็นบางครั้ง</p>
<p>ข้อมูลจากการสำรวจเผยว่า 1 ใน 5 คนรู้สึกเหงาบ่อยครั้ง รวมถึงกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหงาอย่างน้อยบางครั้ง กว่าหนึ่งในสามของผู้ที่รู้สึกเหงาประกอบไปด้วยโดดเดี่ยวเคยเผชิญภาวะเครียดและก็ความรู้สึกหมดหนทาง ขณะที่เกือบ 60% รายงานว่ามีอาการเศร้า รวมถึงภาวะซึมเศร้าแล้วก็ความวิตกกังวล ผลวิจัยยังยืนยันว่า 63% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น รู้สึกมีความสุขมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกที่จะปกปิดปัญหาเพราะรู้สึกอับอาย โดยมากกว่าครึ่ง (56%) ของผู้ที่รู้สึกเหงายอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งยิ่งทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้นไปอีก</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ชัดว่า 69% ของคนไทยเคยรู้สึกเหงา ไม่ว่าจะเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้งซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 56% อย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความเหงาได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักในฐานะสังคมอบอุ่น แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมดิจิทัล รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและก็สังคม ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกขาดการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับผู้คนรอบตัว</p>
<p>รายงานยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16–24 ปี เป็นกลุ่มที่เผชิญความโดดเดี่ยวมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น โดยต้นเหตุสำคัญที่ส่งผลหมายความว่าความกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการศึกษาประกอบกับการทำงาน ตลอดจนการใช้โซเชียลมีเดียในระดับสูงซึ่งอาจทำให้รู้สึกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นและขาดพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังยอมรับว่ารู้สึกอายที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ปัญหาความโดดเดี่ยวมักถูกซ่อนอยู่ภายในและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที</p>
<p>นีเวียตระหนักถึงปัญหาความเหงาที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายร่วมกับสุขภาพใจ จึงได้เดินหน้าพันธกิจต่อสู้กับความเหงาในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการ NIVEA CONNECT ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้หมายรวมไปถึงสนับสนุนให้ผู้คนก้าวข้ามความรู้สึกเหงารวมทั้งโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนรอบข้าง ด้วยการใส่ใจกันร่วมด้วยกัน เพราะเพียงแค่การสังเกต การทักถาม หรือการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ ก็สามารถคลายความรู้สึกเหงาของหลายคนได้</p>
<p>เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าความเหงารวมทั้งความรู้สึกถูกแยกออกจากสังคมกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน นีเวียมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ เราจึงเดินหน้าโครงการ NIVEA CONNECT ในประเทศไทยด้วยการให้การสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้า เพราะเด็กกลุ่มนี้ความหมายผู้ที่ขาด “ครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น โดยได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งดูแลเด็กกำพร้าและก็เยาวชนขาดโอกาสกว่า 600 คน ให้ได้รับการเลี้ยงดูระยะยาวรวมไปถึงการศึกษาที่เหมาะสม ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตอย่างอิสระบวกกับพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยกิจกรรมหลักของโครงการจะสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของตนเองประกอบกับสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เราจัดกิจกรรมเป็นเวลา 2 วัน ให้กับเยาวชนจากหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่ง ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาได้เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยกิจกรรมมุ่งเน้นให้เด็กๆ เข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร และต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญเรายังมีกิจกรรมสร้างทักษะการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม เพื่อให้เด็กๆ มีทักษะที่สำคัญต่อการก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความโดดเดี่ยวในสังคม รวมไปถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เพื่ออนาคตที่ทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นใจรวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนีเวียไม่ได้ดูแลเพียงแค่ผิว แต่ยังใส่ใจคุณภาพชีวิตรวมถึงความเป็นอยู่ของผู้คนในทุกมิติอีกด้วย”</p>
<p>เพราะในวันนี้ “ความเหงา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว นีเวียจึงอยากชวนคนไทยลองหันกลับมาสำรวจตนเองประกอบกับคนรอบข้าง ว่า “มีใครใกล้ตัวคุณที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่หรือไม่” เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต รวมไปถึงรับฟัง ก็สามารถสร้างพื้นที่เล็ก ๆที่เชื่อมโยงถึงกัน แล้วก็ ความเหงาเบาลงได้ แค่ยอมรับและเปิดใจสร้างสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น นีเวียพร้อมส่งกำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณ ก้าวผ่านทุกความเดียวดาย</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ จากเรา ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/157</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>หยุดยาวพร้อมเที่ยว ททท. คาดเที่ยวไทยสะพัด 11,940 ล้านบาท</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/156</link>
                        <pubDate>Sat, 11 Oct 2025 01:59:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ททท. คาดหยุดยาวหนุนไทยเที่ยวไทยสะพัด 11,940 ล้านบาท ห่วงบาทแข็งคนแห่บินนอก
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกกล่าวว่า คาดการณ์สถานการณ์เดินทางท่องเท...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<h2>ททท. คาดหยุดยาวหนุนไทยเที่ยวไทยสะพัด 11,940 ล้านบาท ห่วงบาทแข็งคนแห่บินนอก</h2>
<p><strong>นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์</strong> ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกกล่าวว่า คาดการณ์สถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทยช่วงวันหยุดยาว เนื่องในวันนวมินทรมหาราช ปี 2568 ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2568 คาดการณ์ว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปี 2567<strong> โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.71 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 11,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา และก็มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรมอยู่ที่ 69% แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 42%</strong></p>
<p>นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ภูมิภาคที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้ามากที่สุด 3 อันดับแรก เท่ากับ ภาคกลาง 658,200 คน-ครั้ง รองลงมาหมายความ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 581,800 คน-ครั้ง ประกอบไปด้วยภาคตะวันออก 524,900 คน-ครั้ง ด้านภูมิภาคที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก หมายความว่า กรุงเทพมหานคร 2,780 ล้านบาท รองลงมาหมายความ ภาคตะวันออก 2,470 ล้านบาท ร่วมกับภาคใต้ 2,290 ล้านบาท</p>
<p>นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ส่วนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดนี้ 5 อันดับเมืองหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี ภูเก็ต บวกกับนครราชสีมา 5 อันดับเมืองน่าเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด ได้แก่ อุดรธานีสุพรรณบุรี เชียงราย เลย ร่วมกับนครพนม 10 จังหวัดยอดนิยมที่มีการจองโรงแรมหรือที่พักจากโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ในช่วงวันหยุดนี้ ได้แก่ ชลบุรี จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ นครราชสีมา กาญจนบุรี ราชบุรี บวกกับระยอง</p>
<p><em><strong>“พฤติกรรมการเดินทางในช่วงวันหยุด จะเป็นการเดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปไหว้พระทำบุญช่วงวันออกพรรษาร่วมด้วยถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต คาดว่าจะมีการเดินทางข้ามภาคเพิ่มขึ้น ทั้งจากกลุ่มครอบครัวที่ลูกหลานอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน แล้วก็แรงหนุนจากมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่มีการใช้สิทธิจองโรงแรมที่พักใน จว.นอกภาคภูมิที่ตนอาศัย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 63% ผนวกกับกลุ่มท่องเที่ยวสายบุญสายศรัทธา เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลทอดกฐิน พุทธศาสนิกชนนิยมเดินทางไปทอดกฐินตามวัดต่างๆ ที่นับถือและก็ศรัทธากันเป็นหมู่คณะ ร่วมกับมักมีการต่อยอดการเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ด้วย” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว</strong></em></p>
<p>นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า เหตุอุปสรรค ได้แก่ 1.ค่าครองชีพหมายรวมไปถึงหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว มีการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 7 เดือน นับจากเดือนมกราคม ที่ผ่านม มีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 90.6 เหลือเพียง 71.3 ในเดือสิงหาคม สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจรวมถึงความไม่มั่นคงทางรายได้ ส่งผลให้คนไทยระมัดระวังประกอบกับใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น</p>
<p>นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า 2.การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยวันหยุดยาวในเดือนตุลาคม จากสถิติคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรรายวัน (สตม.) พบว่า ในปี 2567 มีจำนวนคนไทยเดินทางออกในช่วงวันหยุดยาวเดือนตุลาคม เฉลี่ยวันละ 52,000 คน และก็คาดว่าในปีนี้น่าจะมีคนไทยเดินทางออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาทิ เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย</p>
<p>นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า 3.สภาพอากาศยังมีความแปรปรวน เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน มีโอกาสที่จะมีพายุแล้วก็มรสุม โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมด้วยภาคใต้ อาจเกิดน้ำท่วมร่วมกับน้ำป่าไหลหลาก ประกอบกับ 4.ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี รวมไปถึงสระแก้ว ยังคงมีการปะทะกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ร่วมด้วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวต่าง ๆ จากทางเรา ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/156</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/155</link>
                        <pubDate>Tue, 23 Sep 2025 08:18:56 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ส.ธนาคารไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน ตั้ง AMC แก้หนี้ครัวเรือน-ดึงศก.นอกระบบ หวั่นจีดีพีไทยโตต่ำสุดในอาเซียน
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><strong>ส.ธนาคารไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน ตั้ง AMC แก้หนี้ครัวเรือน-ดึงศก.นอกระบบ หวั่นจีดีพีไทยโตต่ำสุดในอาเซียน</strong></p>
<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 <strong>นายวรภัค ธันยาวงษ์</strong> รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Vorapak Tanyawong” ว่า เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 สมาคมธนาคารไทยเปิดบ้านต้อนรับนายกรัฐมนตรี <strong>อนุทิน ชาญวีรกูล</strong> รวมไปถึงคณะ ครม. เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปีที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่วันนี้เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหาแล้วก็คำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทยซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย</p>
<p>เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี ท่านนายกฯ อนุทินหมายรวมไปถึงท่านรองนายกฯ เอกนิติ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยจึงค่อนข้างผ่อนคลาย เป็นกันเอง แล้วก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขปดังนี้</p>
<p><strong>Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย</strong></p>
<p>ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี</p>
<p>• โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง</p>
<p>เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง ร่วมกับค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในรวมทั้งนอกระบบ</p>
<p>• ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง</p>
<p>ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน</p>
<p>• ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน<br />กฎหมายร่วมด้วยกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง</p>
<p><strong>Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร</strong></p>
<p>สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดหมายความ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, หมายรวมไปถึงแรงจูงใจที่ถูกต้อง</p>
<p><strong>สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ</strong></p>
<p>ภาคประชาชน</p>
<p>• จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่<br />• กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว</p>
<p>ภาคธุรกิจ</p>
<p>• ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG รวมทั้งการใช้วัตถุดิบในประเทศ<br />• มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน<br />• ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform รวมทั้ง PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ</p>
<p>ภาครัฐ</p>
<p>• ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs บวกกับสินค้ากลุ่ม GMBT<br />• ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนรวมไปถึงความซ้ำซ้อน</p>
<p><strong>นโยบายเร่งด่วน 4+4</strong></p>
<p>สมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม</p>
<p>1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ<br />2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC แล้วก็ National Credit Score<br />3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน<br />4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI ร่วมกับหนุน local content<br />+4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs</p>
<p>ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่หมายความสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก็ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้</p>
<p>ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว อาทิ การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกหมายรวมไปถึงล่อตาล่อใจการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น</p>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวดี ๆ จากที่นี่ ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/155</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ชมรมธุรกิจร้านอาหารเฮ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ถึงเย็นแล้ว</title>
                        <link>https://www.vwander.com/forum/topicid/154</link>
                        <pubDate>Thu, 11 Sep 2025 04:44:25 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ชมรมธุรกิจร้านอาหาร เฮ รอมา 5 ปี ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 14.00 – 17.00 น.
เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หมายรวมไปถึง ที่ป...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<h4><strong>ชมรมธุรกิจร้านอาหาร เฮ รอมา 5 ปี ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 14.00 – 17.00 น.</strong></h4>
<p>เมื่อวันที่ 11 กันยายน <strong>นายสรเทพ โรจน์พจนารัช</strong> ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หมายรวมไปถึง ที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหารประกอบกับฝ่ายค้านชุดที่แล้ว ที่รับฟังเสียงผู้ประกอบการช่วยปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วง 14.00-17.00 ชั่วโมง เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมไปถึงเป็นการแก้กฏหมายที่ล้าหลังให้เข้ากับยุคสมัย ขอชื่นชมในด้านวิสัยทัศน์ประกอบไปด้วยการเข้าใจบริบทของกฎหมายที่ล้าหลังโดยเฉพาะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 53 ปี<br />ซึ่งทางชมรมได้เรียกร้องมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องของการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ไม่ให้จำหน่าย แอลกอฮอล์ ในร้านอาหารในช่วงเวลา 14.00 น.-17.00 น.</p>
<p>ซึ่งวัตถุประสงค์ของคณะปฏิวัติ 2515 อันนี้ เดิมที่ประกาศออกมา ความหมายไม่ต้องการให้ข้าราชออกไปนั่งดื่มในเวลางาน ซึ่งใช้กันมา 53 ปี ซึ่งบริบททางสังคมนั้นเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน</p>
<p>ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้เรียกร้องไปก่อนหน้านั้นหลายครั้งว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวรวมถึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก รวมถึงเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว บริบทอันนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 14.00 น.- 17.00 น. อีกต่อไป</p>
<p>ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเข้าใจว่ามีหลายหน่วยงานมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเยาวชน ซึ่งทางชมรมได้เขียนหมายรวมไปถึงอธิบายตลอดว่า เราขอเรียกร้องให้กับเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เป็นร้านอาหารเพียงแค่นั้นที่ให้ยกเลิกการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00 น.-17.00 น. รวมทั้งมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเยาวชนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรามีกฎหมายในการดูแลหลายฉบับทับซ้อน ตัวอย่าง ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ กฎหมายเมาแล้วขับก็ครอบคลุมในส่วนตรงนี้อยู่แล้ว</p>
<p>ที่สำคัญตนได้เน้นย้ำตลอดว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลูกจิต สำนึกแล้วก็ให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งมันดีกว่าการเอากฎหมายมาครอบ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถ ค้าขายได้ตามสภาพประเทศแห่งการท่องเที่ยว หรือตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป</p>
<p>ตัวอย่าง ตนเองเกิดมาในยุค Gen X จะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “ตาวิเศษเห็นนะ” ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ในการรณรงค์ต่อเนื่องกันมาหลาย 20 ปี ในเรื่องไม่ให้คนไทยทิ้งขยะบนท้องถนน เป็นการปลูกจิตสำนึก ซึ่งฝังไปในจิตสำนึก จนมาถึงรุ่นปัจจุบันจนทำให้บ้านเมืองสะอาดจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกันกับที่ตนเคยพูดว่า ต้องขอบคุณ สสส.ที่ทำแคมเปญใหญ่เมาไม่ขับมาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี ทำให้ประชาชนมีจิตสำนึก เมาไม่ขับ</p>
<p>ที่สำคัญหากปลดล็อกคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับนี้ไปได้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในกับกลุ่มภาคธุรกิจร้านอาหารให้สามารถเติบโต ร่วมกับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง GDP ให้กับประเทศไทยสามารถเติบโตได้ในปีนี้ รวมทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย เพราะทุกวันนี้ต่างชาติเมื่อเข้าไปร้านอาหารวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เข้าไปดื่มแอลกอฮอล์แต่อยากเข้าไปทานอาหาร นักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็ต้องการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาทานควบคู่ไปกับการทานอาหารด้วย พอมีกฎหมายฉบับนี้ที่ห้ามขาย นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เข้าร้านในช่วง 14.00 น. – 17.00 น. ไปเข้าอีกทีคือช่วงเย็น ซึ่งทำให้ 14.00-17.00 เป็นช่วงที่ร้านอาหารค่อยข้างจะเงียบเหงาร่วมด้วยไม่สามารถทำรายได้ได้ บวกกับยังสร้างความมึนงง แล้วก็ไม่เป็นมาตรฐานสากลในกับนักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วโลก</p>
<p><strong>“ขอขอบคุณที่เข้าใจในเรื่องของข้อเรียกร้องที่ชมรมได้เรียกร้องมาโดยตลอด รวมไปถึงเข้าใจในเรื่องของบริบทรวมทั้งกฎหมายที่ล้าหลังกับบริบทของประเทศในปัจจุบัน ขอขอบคุณคณะรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหารรวมไปถึงฝ่ายค้านชุดที่ผ่านมาอีกครั้ง”</strong></p>
<h4><strong> ปลดล็อกขายดริงก์ 3 ชั่วโมง เพิ่มรายได้อีก25%</strong></h4>
<p>นายสรเทพ กล่าวต่อว่า หลังจากมีการปลดล็อกเวลาห้ามจำหน่าย 15.00-17.00 น. จะทำให้ธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร่วมกับธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวโยง มีรายได้ยอดขายเพิ่มอีก 20-25% เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดทั้งปี บวกกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารในช่วงบ่ายๆ และมักสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มารับประทานพร้อมอาหาร ซึ่งที่ผ่านมามักมีข้อโต้เถียงหรือแสดงความไม่พอใจของนักท่องเที่ยว บางส่วนเลิกสั่งอาหารในช่วงนั้นเลย เป็นการเสียโอกาสการค้าอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตลอด</p>
<p>“อีกทั้งมีผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในวันนี้มีคาเฟ่ขนาดเล็ก เปิดตัวมากในไทยร่วมด้วยมีคราฟเบียร์ไว้บริการ ซึ่งในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ ก็จะมีคนไทยรวมไปถึงต่างชาติเข้าไปใช้บริการ ที่กังวลว่าวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวจะดื่มกันมากๆ ต้องบอกว่าคราฟเบียร์ ราคาค่อนข้างสูง ขวดเล็กๆก็ 200-300 บาท จะสั่งดื่มกันเป็นโหลคงไม่ใช่ เพราะจะเสียเงินมาก เป็นการดื่มเพื่อพูดคุยกันแบบสบายๆมากกว่า แต่ในร้านก็จะขายอาหาร ขนม หรือ เครื่องดื่มอื่นๆได้อีก ส่วนนี้จะสร้างรายได้อีกมหาศาล เป็นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทาง” นายสรเทพ กล่าว</p>
<figure class="wp-caption aligncenter" style="width: 725px"><img class="wp-image-5363914 size-large" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2025/09/S__260636694-725x1024.jpg" alt="" width="725" height="1024" data-has-syndication-rights="1" data-portal-copyright="Matichon Public Co.,Ltd." />
<figcaption id="caption-attachment-5363914" class="wp-caption-text">นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หมายรวมไปถึง ที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย</figcaption>
</figure>
<hr />
<p>เนื้อหาเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับข่าวทาง มติชนออนไลน์ อย่าพลาดเรื่องราวใหม่ ๆ จากทางเรา ที่เดียว <a href="https://www.vwander.com" rel="dofollow">คนเขียนบล็อก</a> รวมเนื้อหาสำหรับคนที่สนใจในการเขียนบล็อก ทำเว็บ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.vwander.com/forum"></category>                        <dc:creator>VWANDER</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.vwander.com/forum/topicid/154</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		